ชื่อวิทูลย์
เบอร์โทร093-3361910
line
 21:15   suradej
22:11   สราวุฒิ
14:27   ธเนตร
15:03   orathai
21:06   Thananchai
07:06   นิสิต
21:56   Suratchada
12:59   รัตนชาติ
22:14   ธีรวัจน์
15:44   เฉลิมพล
20:40   เดชณรงค์
09:49   ฤทธิชัย
10:15   อภิเดช
15:28   วีรชัย
 

Username

Password










Flag Counter 
     
สถิติวันนี้ 15 คน
สถิติเมื่อวาน 56 คน
สถิติเดือนนี้ 
สถิติปีนี้ 
สถิติทั้งหมด
749 คน
37436 คน
3106309 คน
เริ่มเมื่อ 2014-08-21



การเลี้ยงกุ้งก้ามแดง (Redclaw Crayfish) หรือลอบสเตอร์น้ำจืด
 

กุ้งเงินล้าน ทำอย่างไร มาดูกัน 
                  
                วันนี้ มาทำความรู้จัก กุ้งก้ามแดง กันก่อน กุ้งก้ามแดงเป็นกุ้งน้ำจืด สามารถพบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านเรามีกุ้งก้ามแดงอยู่เป็นจำนวนมาก แต่สำหรับประเทศไทย คนไทยยังไม่ค่อยนิยมมากนัก เพราะเนื้อน้อย ไม่เหมือนกุ้งก้ามกราม กุ้งขาว หรือกุ้งกุลาดำ ทำให้ไม่มีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดงจำหน่าย 

มาทำความรู้จัก กุ้งก้ามแดง กันก่อน
 



              เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมามีเกษตรกรรายหนึ่งสามารถเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดงประสบความสำเร็จ แต่ปัญหาคือ ไม่มีตลาดรองรับ เนื่องจากคนไทยยังไม่นิยม ความนิยมจะอยู่ในภัตตาคาร หรือร้านอาหารหรู และร้านเหล่านี้มีความต้องไม่มากนัก ทำให้เกษตรกรรายนี้ประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากต้องนำกุ้งมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าทุน สุดท้ายก็เลิกเลี้ยงไป 
                 อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงในกลุ่มเกษตกรกลับมานิยมอีกครั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะมีกลุ่มผู้บริโภคคนไทยได้กินและรู้จักกุ้งก้ามแดงมากขึ้น และด้วยกุ้งก้ามแดงเป็นกุ้งสายพันธุ์เดียวกับ ลอบสเตอร์ทะเล ดังนั้นรสชาติเนื้อกุ้งก้ามแดงจึงใกล้เคียงกับลอบสเตอร์มาก แต่ราคาถูกกว่ามาก คนไทยหันมาสนใจบริโภคกุ้งก้ามแดงมากขึ้น ส่งให้ราคากุ้งก้ามแดงที่เลี้ยงโดยเกษตรกรคนไทยมีราคาเพิ่มสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 900 บาท ถึง 1,000 บาท
                ผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง ให้เราช่วยหาตลาดจำหน่ายกุ้งก้ามแดงให้ เป็นจุดเริ่มต้นทำให้รู้จักกุ้งก้ามแดง และในระหว่างที่ได้ช่วยเหลือในการหาตลาดกุ้งก้ามแดงให้ในช่วงนั้น ได้ไปติดต่อหลายท และพบว่าตลาดภัตตาคาร ร้านอาหารมีความต้องการกุ้งก้ามแดงอยู่มาก แต่ไม่มีสินค้าป้อนให้ จึงได้แนะนำเกษตรกรไปเพาะเลี้ยง โดยที่เราจะดูแลด้านการตลาดให้ 

ธุรกิจเลี้ยงกุ้งก้ามแดงภายในบ้าน


                ในช่วงนั้นได้มีการเพาะพันธุ์กุ้งก้ามแดง และส่งต่อให้เกษตรกรเลี้ยง และด้วยความที่กุ้งก้ามแดงเป็นกุ้งที่เลี้ยงง่าย ทำให้ได้รับความนิยมในเวลาอันรวดเร็วในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจะได้เห็นผลผลิตของกุ้งก้ามแดงออกมาในตลาดมากขึ้น ส่วนราคาจำหน่าย ซื้อหน้าฟาร์มอยู่ที่กิโลกรัมละ 500 บาท ไปจนถึง 700 บาท ซึ่งราคาส่งภัตตาคารร้านอาหารอยู่ที่กิโลกรัมละ 1, 000 บาท 
                หลายคนคงจะมีคำถามว่า ทำไมช่วงนี้กุ้งก้ามแดงที่ขายเป็นเนื้อกุ้งส่งร้านอาหารภัตตาคารขาดตลาด คำตอบก็คือ คนหันไปเลี้ยงกุ้งก้ามแดงกันเยอะขึ้น ดังนั้น ฟาร์มต่างๆ หรือเกษตรกรเองหันมาใช้การเพาะลูกกุ้ง หรือขายพ่อแม่พันธุ์แทน และการขายพ่อแม่พันธุ์ได้ราคาสูงมาก โดยคิดเป็นตัว ตกตัวละ 300 บาท ราคาสูงขนาดนี้ คนหันมาเพาะพ่อแม่พันธุ์ขาย ทำให้ช่วงนี้กุ้งเลี้ยงแบบรอขายเนื้อขาดตลาดกันไปเลย 

               สำหรับราคาขายพ่อแม่พันธุ์ขายเป็นชุด แบบ ตัวผู้ 1 ตัวเมีย 2 ราคาชุดละ 1,200 บาท ส่วนตัวผู้ 2 ตัวเมีย 5 ขายชุดละ 2,000 บาท ส่วนราคาลูกกุ้ง ขนาด 45 วัน ราคาตัวละ 5-6 บาท แม่พันธุ์ 1 ตัว (ราคาตรงนี้เป็นราคาปัจจุบัน ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา) สามารถออกไข่ได้มากถึง 300-800 ฟอง โอกาสรอดค่อนข้างสูงมากถึง 80% โดยกุ้งที่นำมาเป็นพ่อ แม่พันธุ์ อายุ 6 เดือน เช่นเดียวกับการจำหน่ายกุ้งเนื้อ อยู่ที่ 6 เดือน ขนาดน้ำหนัก 15 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม (ขนาดที่ภัตตาคาร และร้านอาหารต้องการ) ราคาขายหน้าฟาร์ม 700 บาท ส่วนต้นทุนการเลี้ยงต่อ 1 กิโลกรัมอยู่ที่ 250-300 บาท เรียกว่ากำไรเกินครึ่ง เป็นเหตุผลที่เกษตรกรหันมาเลี้ยงกุ้งก้ามแดงกันมากขึ้น
               ประกอบกับช่วงนี้เกษตรกรที่ประสบปัญหาเรื่องราคาผลผลิตยางพาราที่ตกต่ำ จึงหันมาเลี้ยงกุ้งก้ามแดงเป็นอาชีพเสริม  ซึ่งสามารถใช้ล่องสวนยางดัดแปลงให้กักเก็บน้ำได้ ก็เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดงได้แล้ว โดยไม่ต้องทำการหักโค่นต้นยางแต่อย่างใด หรือแม้แต่ในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรชาวนาประสบภัยแล้งปลูกข้าวไม่ได้ หันมาทดลองเพาะกุ้งก้ามแดง ส่งขายพ่อ แม่พันธุ์  หรือเพาะเลี้ยงในนาก็ยังทำได้เช่นกัน และถ้าใครไม่มีพื้นที่ สามารถเพาะในกะละมัง หรือบ่อซีเมนต์ ปัจจุบันความนิยมในการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดงมีการขยายพื้นที่ออกไปมาก โดยเฉพาะภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ หรือแม้แต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ยังมีการเพาะเลี้ยงกุ้งชนิดนี้

เจาะลึก อาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามแดง (Redclaw Crayfish) หรือลอบสเตอร์น้ำจืด 


           กุ้งก้ามแดง หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Red claw Crayfish อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากนักสำหรับตลาดภายในประเทศ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับตลาดการบริโภคภายในประเทศไทย แต่สำหรับในตลาดระดับสากลแล้ว กุ้งชนิดถือเป็นกุ้งเนื้อ หรือ กุ้งเพื่อการบริโภคที่เป็นที่นิยม เนื่องจากมันมีรสของเนื้อที่คล้ายกับ กุ้งมังกร หรือ กุ้งล๊อบเตอร์ ที่เป็นอาหารที่ค่อนข้างหายากและมีราคาสูง ดังนั้นกุ้งชนิดนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า กุ้งล๊อบสเตอร์น้ำจืด ซึ่งก็น่าจะการันตีได้ถึงความอร่อยของเนื้อกุ้งชนิดนี้

              สำหรับในประเทศไทยของเรามีการนำกุ้งชนิดนี้ที่เป็นสายพันธุ์ขนาดกลางจากประเทศออสเตรเลีย( มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า  Cherax quadricarinatus)  เข้ามาทดลองเลี้ยงและเพาะพันธุ์ครั้งแรกก่อนปี 2549 โดยมูลนิธิโครงการหลวง และมีการนำกุ้งที่เป็นผลผลิตจากการเลี้ยงในรุ่นแรกที่เพาะเลี้ยงได้ มาใช้ปรุงเป็นอาหารในงานพระราชทานเลี้ยงพระราชอาคันตุกะ ในวโรกาสงาน ฉลองสิริราชสมบัติ  60  ปี  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อ 13  มิถุนายน  2549 ซึ่งก็เป็นการย้ำถึงคุณภาพของเนื้อกุ้งชนิดนี้ว่าเป็นอาหารที่คุณภาพสูง และสามารถใช้ในการประกอบอาหารได้ในฐานะวัตถุดิบชั้นดี (และเนื่องจากเป็นกุ้งที่ถูกบุกเบิกทดลองเลี้ยงโดยมูลนิธิโครงการหลวง ทำให้มันถูกเรียกอีกชื่อว่า “กุ้งโครงการหลวง” ด้วย)
               ไม่ว่าจะโดยชื่อฉายา หรือที่มาของกุ้งชนิดนี้ อาจจะทำให้เกษตรกรหลายๆ ท่านเกิดความสงสัยว่า มันจะเป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงยากหรือไม่ หรือต้องเทคโนโลยีในการดูแลขั้นสูงหรือเปล่า เนื่องจากดูแล้วมันมีภาพลักษณ์ของความเป็นอาหารราคาแพง ดูหรูหรา สำหรับเรื่องนี้ต้องขอบอกว่าจริงๆ แล้วมันตรงกันข้าม !

เลี้ยงกุ้งก้ามแดงหรือล็อบสเตอร์น้ำจืด..รายได้ดี..มากๆๆ 


                เพราะกุ้งชนิดนี้ไม่ได้เลี้ยงและดูแลยากแต่อย่างใดเลย และอาจจะพูดได้ว่ามันเลี้ยงง่ายกว่ากุ้งน้ำจืดอีกหลายๆ สายพันธุ์ที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจเสียอีก เนื่องจากมันมีความอดทนและสามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดี มีโรครบกวนน้อย และมันเลี้ยงง่ายจนถึงขนาดสามารถเลี้ยงได้ในแปลงนา หรือบ่อแบบธรรมชาติ ! ไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องปั้มเพื่อสร้างออกซิเจนในน้ำเพิ่มเติมเหมือนกุ้งเนื้ออื่นๆ เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นมันจึงเลี้ยงได้ง่ายมากๆ และเหมาะกับการเลี้ยงแบบธรรมชาติ ไม่ต้องการสารเคมี หรืออาหารเร่งจำนวนมากเหมือนการเลี้ยงกุ้งอื่นบางสายพันธุ์แต่อย่างใด

                  กุ้งก้ามแดง จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเพาะเลี้ยงกุ้งเพื่อเป็นรายได้ หรือแม้แต่เกษตรกรที่ทำนาข้าวแบบธรรมชาติ อยากมีรายได้เสริมจากการเลี้ยงกุ้ง และขอบอกว่าตอนนี้ตลาดในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการเนื้อของกุ้งชนิดนี้สูง เพราะเนื้อมีรสอร่อย มีคุณค่าทางอาหารสูงและเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้รักสุขภาพที่เป็นตลาดที่ใหญ่มาก มันจึงเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกตัวที่มีอนาคตที่สดใส

การเลี้ยงกุ้งเครฟิช ( Crayfish )

กุ้งเครฟิชคืออะไร
        กุ้งเครฟิช หมายถึงกุ้งมังกรหรือล็อบเตอร์น้ำจืด ( Fresh–water lobster ) เป็นคนละชนิดกับกุ้งมังกรหรือ ล็อบเตอร์น้ำเค็ม 
        เครฟิช จะมีเปลือกหนาเป็นชุดเกราะคลุมส่วนหัว-อกและลำตัว ส่วนขา  มี 2 ประเภทคือขาเดินและขาว่ายน้ำ สำหรับขาเดินจะมี 5 คู่ด้วยกัน ขาเดินคู่แรกสุดเป็นก้ามที่แข็งแรงใหญ่ไว้ป้องกันตัวและต่อสู้  ส่วนขาว่ายน้ำนั้นจะเป็นแผ่นแบนๆ

ถิ่นที่อยู่ในธรรมชาติ
        กุ้งเครฟิช มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเซียตะวันออก และออสเตรเลีย ปัจจุบันมีการค้นพบมากกว่า500 ชนิดแล้ว โดยมากกว่าครึ่งมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ ในธรรมชาติกุ้งเครฟิชจะอาศัยอยู่ตามโขดหินหรือใต้ขอนไม้อยู่ในทั้งลำธาร หนองน้ำ และทะเลสาป
          กุ้งเครฟิชในโลก แบ่งออกเป็นหลายตระกูล ( Genus)  แต่ในที่นี้เราจะขอจำแนกกลุ่มของเครฟิชที่มีในบ้านเราออกเป็น  3 สาย  เพื่อจะได้เข้าใจง่าย ดังนี้
          สายที่ 1 คือ Procambarus.  บ้านเรานิยมเรียกกุ้งสาย พี.  ที่ฟาร์มเรียก กุ้งก้ามหนาม แม่ค้าเรียกกุ้งสี  ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาและยุโรป 
          สายที่ 2 คือ Cherax. บ้านเรานิยมเรียกกุ้งสาย ซี. หรือกุ้งก้ามเรียบ ที่ฟาร์มเรียก กุ้งป่า เพราะส่วนมากจับมาและมีถิ่นกำเนิดในโซน ออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี และอินโดนีเซีย
          สายที่ 3 คือ Cambarellus.  บ้านเราเรียกกุ้งเครแคระ  เพราะมีขนาดเล็ก 3-4 ซม.

หลักการเลี้ยงกุ้งเครฟิช 
          กุ้งเครฟิชมีหลักการเลี้ยงที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งก็คือดัดแปลงมาจากอุปนิสัยและการอยู่อาศัยของมันเองคือ  
          1.โดยธรรมชาติ กุ้งทุกชนิดชอบออกหากินในเวลาคืน ไม่ชอบแสง ดังนั้นกลางวันอาจจะนอนหรือหลบทั้งวัน  จึงต้องการที่หลบซ่อนและปิดบังจุดที่กุ้งจะปีนหลบหนีได้  ยกเว้นกุ้งที่ได้รับการเพาะเลี้ยงในบ้านเราจะคุ้นเคยกับการเลี้ยงและฝึกอาหาร 
          2.มีก้ามเป็นอาวุธไว้ต่อสู้ป้องกันตัวเอง กุ้งตัวผู้จะมีขนาดของก้ามที่ใหญ่โตสง่างาม  สีสรรสวยงามและแข็งแรงกว่ากุ้งตัวเมีย
          3. กุ้งอ่อนแอที่สุดเวลาลอกคราบ  มักจะถูกรุมทำร้ายหรือจับกิน  ดังนั้นอาหารต้องพอเพียง  ตู้ต้องกว้างเพียงพอและมีที่หลบซ่อนที่ปลอดภัย 
          4.กุ้งแยกกันกินแยกกันอยู่หรืออาจจับคู่ในระยะสั้นๆ จึงไม่ควรเลี้ยงปนกันหลายตัวในที่แคบๆ ส่วนมากจะกุ้งจะไม่จำว่าเป็นคู่ของมัน ถ้าหิวหรือลอกคราบอาจทำร้ายกันได้เสมอ
          
ตู้เลี้ยงและอ่างเลี้ยงกุ้ง
          1.เราสามารถเลี้ยงกุ้งเครฟิช ในภาชนะใดๆก็ได้ ที่มีการถ่ายเทน้ำที่ดี  ไม่ร้อนเกินไป อุณหภูมิน้ำ ประมาณ  23 -28 องศา  อาจจะเป็นครึ่งบกครึ่งน้ำก็ได้  น้ำครึ่งตู้ น้ำเต็มตู้ก็ได้ หากจะเลี้ยงหลายๆตัวแต่ต้องกว้างขวางเพียงพอ  กุ้งใหญ่ขนาด 3-4 นิ้ว 1 ตัว ใช้พื้นที่อย่างน้อย 1  ฟุต
          2.ถ้าจะเลี้ยงหลายตัวควรเลือกเลี้ยงกุ้ง สายเดียวกัน ไซซ์ไล่เลียกัน เพื่อให้มันสามารถปกป้องตัวเองได้  มิเช่นนั้นกุ้งตัวเล็ก มักจะถูกรังแกและมีโอกาสที่จะถูกจับกิน
          3.ที่หลบซ่อนใช้ขอนไม้ กระถางดินเผา กระถางต้นไม้แตกๆ อุปกรณ์ที่เจาะเป็นโพรง หรือท่อพีวีซีตัด เป็นท่อนๆให้กุ้งหลบอาศัยในเวลากลางวัน กุ้งใหญ่    
          4.ปิดฝาหรือจุดที่กุ้งจะปีนหนีได้

วัสดุปูรองพื้น
          การเลี้ยงกุ้งเครฟิช ในตู้ เพื่อความสวยงามควรปูหินกรวดเล็ก รองพื้นตู้ ซึ่งมีมีประโยขน์ต่อกุ้งหลายประการคือ
          1.ทำให้กุ้ง ไม่ตื่นตกใจ และมีสรรสวยงามมากขึ้น กุ้งสามารถปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมได้ ถ้าเน้นหินสีดำหรือน้ำตาล จะทำให้กุ้งมีสีเข้มขึ้น
          2.กุ้งป่า ส่วนมากจะขุด กรวดหิน เป็นที่หลบซ่อน
          3.หินกรวดช่วยดูดซับตะกอนและเศษอาหาร  ทำให้น้ำในตู้ใสอยู่เสมอ

การให้อากาศและระบบกรองน้ำ
          ถ้าเราเลี้ยงกุ้งแค่ตัวเดียว  และมีพื้นที่กว้างและดูแลน้ำได้ดี  ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องให้อากาศก็ได้ 
          แต่ในระบบตู้เลี้ยง ซึ่งเน้นความสวยงาม  และเลี้ยงกุ้งหลายตัว หรือ กั้นตู้  การให้อากาศยังจำเป้นอยู่มาก  แต่กุ้งใช้อากาศน้อยกว่าปลา  สามารถใช้หัวทรายจุ่มลงในน้ำ  3-4 นิ้ว กันฟุ้ง  หรือใช้กรองในตู้  กรองแขวน กรองกล่องได้  ยกเว้นกรองแผ่นพื้นจะโดนกุ้งขุด และกรองฟองน้ำอาจโดนกุ้งแทะเล่น  

น้ำ
          อุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมในการเลี้ยงCrayfish คือช่วง 23-28 องศาเซลเซียล ค่าPHที่เหมาะสมคือประมาณ PH7.5 - 8.5ที่มีความกระด้างสูง ผู้เลี้ยงสามารถใส่เกลือลงไปในตู้ได้เล็กน้อย เกลือยังช่วยเสริมแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อการลอกคราบและสร้างเปลือกใหม่ด้วย สำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ผู้เลี้ยงควรจะเปลี่ยนถ่ายน้ำ  สัปดาห์ละครั้ง ประมาณ 30 -50 %ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงและการให้อาหาร  แต่ควรปรับอุณหภูมิน้ำให้ดี

อาหารการกิน
        กุ้งเครฟิช  กินอาหารได้แทบทุกชนิด นิสัยของกุ้งจะกินอาหารได้ทั้งวัน แต่ในธรรมชาติมันจะกินอาหารประเภทพืชผัก รากไม้ ใบไม้ ผลไม้เป็นหลัก ในที่ เลี้ยงผู้เลี้ยงสามารถให้ ข้าวโพด มันฝรั่ง ถั่วลันเตา ฟักทอง แอปเปิ้ลได้ พรรณไม้น้ำที่ใช้ตกแต่งตู้อาจโดนรื้อทึ้งเป็นอาหารได้  อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อ ไก่ เนื้อหมู เนื้อปลา เนื้อกุ้งทะเลหรือกุ้งฝอยหั่นชิ้นเล็กๆได้ ถ้าให้ง่ายยิ่งไปกว่านั้นอาหารเม็ดสำเร็จรูปชนิดจมสูตรต่างๆ 

บ่อเลี้ยงสาหร่ายพุงชะโด แหนแดง จอก ไว้ให้กุ้งก้ามแดง

การเลี้ยงรวมกับปลาสวยงาม
          ถึงแม้ว่าในธรรมชาตินั้นCrayfish จะเก็บเศษซากพืชซากสัตว์กินเป็นอาหารหลัก แต่ในที่เลี้ยงสถานที่ที่มีอาหารอย่างจำกัดนั้น มันจะจับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ กินเป็นอาหาร โดยเฉพาะกุ้งขนาด  1.5 – 2.5 นิ้ว มักจะชอบไล่จับปลากิน ส่วนกุ้งขนาดใหญ่ นิสัยนักล่ามันจะลดลง  หากต้องการเลี้ยงปลากับกุ้งด้วยกันให้ยึดหลักดังนี้
        1.ขนาดตู้ ต้องกว้างเพียงพออย่างน้อย 24 นิ้ว น้ำลึกอย่างน้อย 1 ฟุต  
        2.เลือกชนิดปลาขนาดเล็กที่ว่ายน้ำเร็ว  หรือหากินกลางน้ำ ปลาที่ว่ายน้ำช้า ปลาที่มีครีบยาวๆ ปลาที่มีนิสัยนอนพื้นตู้ ไม่ควรเลี้ยงเด็ดขาด 
        3.ปลาเทศบาล ที่เลี้ยงได้เช่น ปลาซัคเกอร์ น้ำผึ้ง ปลาจิ้งจก 

วิธีการเลือกซื้อ Crayfish
          1.เลือกกุ้งที่มีอวัยวะสำคัญต่างๆครบสมบูรณ์คือ ดวงตาและก้ามครบ2 ข้าง ขาเดินครบทั้ง4 คู่ 
          2.มีเปลือกลำตัวแข็ง ไม่อยู่ในช่วงระยะลอกคราบ ซึ่งร่างกายอ่อนแอ 
          3.เลือกกุ้งที่แข็งแรง มีอาการตอบสนองป้องกันตัวเมื่อถูกรบกวน เช่น การยกก้ามคู่ป้องกันตัวเอง หลบหนีด้วยการดีดลำตัวอย่างว่องไวหรือ พยายามปีนป่ายหนีเมื่อนำมาใส่ภาชนะ
          4.เลือกซื้อกุ้งคุณภาพจากร้านและฟาร์มที่ท่านไว้ใจ และสังเกตจากสภาพน้ำและภาชนะที่วางขาย
          5.กรณีที่เป็นกุ้งนำเข้าจากต่างประเทศ  ควรได้รับการปรับสภาพ พักและเปลี่ยนถ่ายน้ำแล้วอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป ( หายาก ) 



พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ กุ้งก้ามแดง
คุณภาพ แข็งแรง โตไว
             กุ้งก้ามแดง เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่มีอนาคตไกลและน่าจับตาในปัจจุบัน เนื่องจากมันเป็นกุ้งที่มีรสชาติ คล้ายกับกุ้งล๊อบสเตอร์ ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ทะเลที่อร่อยแต่มีราคาสูง เป็นอาหารระดับภัตตาคาร ค่อนข้างหายาก ส่วนมากต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่กุ้งก้ามแดงที่มีคุณภาพและรสชาติของเนื้อที่ใกล้เคียงกันนี้ สามารถเพาะพันธุ์ได้ภายในประเทศไทยของเราและมันยังเป็นกุ้งสายพันธุ์ที่อยู่อาศัยอยู่ในน้ำจืด และเติบโตได้ดีในน้ำที่มีอุณหภูมิประมาณ 25 -28 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับบ้านเรา ทำให้เกษตรกรหรือผู้สนใจสามารถเพาะเลี้ยงได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งเราสามารถหาซื้อ ลูกกุ้งก้ามแดง จากฟาร์มเพาะพันธุ์ได้ ซึ่งก็ต้องเลือกแหล่งซื้อที่มีมาตรฐานเพื่อให้ได้ลูกกุ้งก้ามแดงที่มี คุณภาพ แข็งแรง โตไว คุ้มค่ากับการเลี้ยงการลงทุน
กุ้งก้ามแดงเลี้ยงได้ง่ายในบ่อธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งเลี้ยงในนาข้าว เนื่องจากมันมีความอดทน ปรับตัวเก่ง และมีโรคน้อย ทำให้เกษตรกรไม่ยุ่งยากในการดูแล ไม่ต้องติดตั้งปั้มเพื่อสร้างซิเจนในน้ำ หรือใช้ยามากเป็นพิเศษ เนื้อกุ้งที่ได้จึงเป็นเนื้อกุ้งธรรมชาติ ที่ผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพมีความต้องการและหากถามว่าใช้นานหรือไม่ในการเลี้ยง กว่าจะสามารถจับขายได้ ก็ต้องขอบอกว่า เป็นกุ้งโตไวมาก ใช้ระยะเวลาเลี้ยงตั้งแต่ซื้อลูกกุ้งมาลงบ่อหรือนา เพียง 4 เดือนก็สามารถจับขายได้แล้ว โดยกุ้งก้ามแดงอายุ 4 เดือน จะมีขนาดประมาณ 20 ตัว ต่อกิโลกรัม ขายได้ราคาประมาณ 400 บาท (ต่อกิโลกรัม) หรือหากเลี้ยงต่อไปถึง 12 เดือน ก็จะได้กุ้งที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ประมาณ 10 ตัว ต่อ กิโลกรัม ขายได้ราคาประมาณ 500 บาท
              นอกจากนี้เกษตรกรยังมีทางเลือกในการเพาะเลี้ยงด้วยตนเองด้วยการ ซื้อ พ่อแม่พันธุ์มาเพาะเลี้ยงเองได้ด้วย และที่น่าสนใจก็คือ กุ้งชนิดนี้แพร่พันธุ์ได้ตลอดทั้งปี ขยายพันธุ์ได้ง่าย พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่เหมาะสมในการนำมาเพาะให้สมพันธุ์ก็ควรจะมีขนาดความยาวของลำตัวตั้งแต่ 3 นิ้ว ขึ้นไป (แล้วแต่ชนิดและสายพันธุ์ด้วย) หลังจากผสมพันธุ์ตัวเมียจะปล่อยไข่ออกมาติดไว้ที่ใต้หาง และใช้เวลาอีกประมาณ 30 วัน ลูกกุ้งก็จะฟักเป็นตัว
               กุ้งก้ามแดงเพาะเลี้ยงง่าย และทานอาหารได้แทบทุกชนิด ทั้งพืชและเนื้อสัตว์ หรือแม้แต่อาหารสำเร็จรูปแบบเม็ดจมน้ำ การให้อาหารไม่จำเป็นต้องให้บ่อย ประมาณ 3 วัน ต่อ ครั้งก็เพียงพอแล้ว การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดงเพื่อจำหน่ายจึงเป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกร เพียงแต่ต้องเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้นเพื่อให้ได้ ลูกกุ้งก้ามแดง หรือ พ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามแดงที่มี คุณภาพ แข็งแรง โตไว คุ้มค่าในการลงทุน


ส่งเสริมการทำการเกษตรแบบพึ่งตนเองได้

สนใจติดต่อ คุณวิทูลย์ แสนอุบล
โทร 093-3361910  
  0884064021    ID = copteriiz  



ส่งเสริมการปลูก ให้คำแนะนำ ปรึกษา เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง 



จำหน่ายกุ้งก้ามแดง ราคาถูก  

 จัดส่งทั่วประเทศ
พ่อแม่พันธ์กุ้งก้ามแดง ราคาถูก
จำนวนมาก!!
ฟรี! เคล็ดลับ การเลี้ยงกุ้งแบบมืออาชีพ 
สำหรับมือใหม่ ทำอย่างไร? ให้กุ้งดตเร็ว อัตรารอดสูง
 
พ่อแม่พันธ์ ขนาด 3 นิ้ว คู่ละ 300 บาท
พ่อแม่พันธ์ ขนาด 4 นิ้ว คู่ละ 400 บาท
 พ่อแม่พันธ์ ขนาด 5 นิ้ว คู่ละ 500 บาท
ราคานี้สามารถต่อรองได้
สาขา จ.น่าน  คุณวิทูลย์  โทร  093-3361910      copteriiz หรือ 0884064021
สาขา อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ    คุณทองพันธ์  (พ่อเซียง)   โทร   098-2408913
สาขา จ.สกลนค  คุณอมรรัตน์ (ครูขวัญ)  โทร 099 – 4598795         Amon-95 





เทคนิคการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง กุ้งเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ตลาดต้องการ

333    777
                กุ้งก้ามแดง หรือกุ้งเครฟิช มีถิ่นกำเนิดที่ ออสเตรเลีย ขนาดโตเต็มที่ 12 นิ้วอายุเฉลี่ย 4ปี ในธรรมชาติ ถ้าเลี้ยงใส่ตู้กระจก อยู่ได้ 2-3 ปี อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเลี้ยง 25-28 องศา ถือว่า อากาศและอุณหูภูมิในบ้านเรา กำลังดี
                กุ้งก้ามแดงเป็นกุ้งชนิดแรกที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงทดลองเลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร เพราะเป้นกุ้งที่มีการเจริญเติบโตค่อนข้างเร็วและมีขนาดใหญ่ ลักษณะเด่นคือ มีขนาดใหญ่และสีของกุ้งมีการเปลี่ยนแปลงตลอด แต่สีที่พบมากที่สุดคือ สีเขียว สีน้ำตาล และสีน้ำเงิน ซึ่งคนไทยจะเรียกว่า บลู ล็อปเตอร์ บางที่ก็เลี้ยงไว้เพื่อความสวยงามแล้วนำจำหน่ายได้ในราคาสูง
444
                  กุ้งชนิดนี้มีจุดเด่นอีกอย่างคือ แถบข้างของก้ามจะมีสีแดง และ สีส้ม เป็น เอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งแถบสีเหล่านี้ จะพบกับกุ้งเพศผู้เท่านั้น ส่วนเพศเมียจะไม่มีแถบสี กุ้งชนิดนี้เลี้ยงง่าย ปรับตัวได้ไวและภูมต้านทานโรคสูง ปัจจุบันเกษตรนำมาเลี้ยงเป็นกุ้งเนื้อ และเป็นที่ต้องการของตลาด
การเริ่มต้นเลี้ยงกุ้งก้ามแดง แบบเลี้ยงเพื่อเศรษฐกิจ จะต้องทำอย่างไรบ้าง
                  1. การเตรียมน้ำ ต้องเตรียมน้ำ ยกตัวอย่างเลี้ยงในตู้ 24 นิ้ว ใส่น้ำประมาณ 50 ลิตร เติมเกลือแกงไปประมาณ 2-4 ช้อนโต๊ะ เปิด ออกซเจนทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง ไม่ต้องใส่น้ำยาลดคลอรีน ก่อนนำกุ้งลงตู้ให้เอาถุงใส่กุ้งลอยน้ำทิ้งไว้ 15 นาที เพื่อปรับอุณหภูมิให้กับกุ้ง
                 ** กรณีเลี้ยงบ่อดิน บ่อผ้าใบพลาสติก ใส่น้ำความสูง 30-40 เซนติเมตร เติมเกลือ อัตราน้ำ 1000 ลิตร ต่อ 1 กิโลกรัม ปั๊มออกซิเจน หรือใบพัดปั่นน้ำ ในบ่อทิ้งไว้ 5-6 ชั่วโมง ค่อยนำกุ้งลง แล้วแต่ ขนาดของบ่อ **

2.ปรับอุณหภูมิการเลี้ยงไว้ที่ 20-30 องศาเซลเซียส
3.สังเกตการลอกราบของกุ้ง ซึ่งช่วงเวลานี้กุ้งจะบอบบางและอ่อนแอมาก จะสังเกตอย่างไร แบ่งออกเป็นข้อๆได้ตามนี้ครับ
             - ปริมาณการกินอาหารน้อยลง
             - รอยต่อของลำตัวจะเปิด
             - จับดูที่เปลือกหัวจะนุ่มนิ่มแสดงว่าใกล้ลอกคราบ
             - แต่ถ้าห้วเปิดแล้วตัวยังแข็งอยู่แสดงว่ายังไม่ลอกคราบ อาจจะเกิดจากการที่กุ้งกินอาหารมากเกินไป ทำให้เปลือกบริเวฯรอยต่อยกขึ้นเหมือนลอกคราบ
666
4. การถ่ายน้ำในกรณีเลี้ยงตู้ควรถ่ายทุกๆ 7-10 วัน ** ส่วนบ่อดิน บ่อผ้าใบพลาสติก สูบน้ำเก่าออกเติมน้ำใหม่เข้า ทุก 2 สัปดาห์ ** ไม่ควรเปลี่ยนน้ำทิ้งทั้งหมด จะทำให้กุ้ง น็อคน้ำได้
5.อาหาร สำหรับกุ้งชนิดนี้กินได้ทั้งพืชและสัตว์และอาหารเม็ด ยกตัวอย่างอาหารของกุ้งก้ามใหญ่ เช่น สาหร่ายหางกระรอก แครอท และพืชน้ำอื่นๆ ประเภทเนื้อสัตว์จะเป็นพวก กุ้งฝอยต้ม เนื้อปลาตัวเล็กๆ *หนอนแดง กรณีเลี้ยงในตู้หรือ บ่อพลาสติก*

6.การเพาะพันธุ์ กุ้งก้ามใหญ่ จะเริ่มผสมพันธุ์ที่ขนาดประมาณ 3 นิ้วขึ้นไป ( ขึ้นอยู่กับความสมบูรณื และสายพันธุ์ ) หลังจากผสมแล้ว ตัวเมียจะปล่อยไข่ออกมาใต้หาง และใช้เวลา 30 วันลูกจะเป็นตัวแล้วจะลงดิน อัตตราการผสม ตัวผู้ 1 ตัว ต่อ ตัว เมีย 3 ตัว
          888

เทคนิคการเลี้ยงกุ้งก้าแดง ตั้งแต่ แรกเกิด- พ่อ แม่พันธ์

แนวทางการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง แบบหลากหลายวิธี

เลี้ยงกุ้มก้ามแดงในกะละมัง


การทำบ่อเลี้ยงแบบประหยัด



บ่อกึ่งชีววิถีสำหรับมือใหม่


วิธีทำช่องทำคอนโดหลบภัยให้..กุ้งก้ามแดง..แบบง่ายๆ และประหยัด


วิธีทำคลอดกุ้งก้ามแดง อย่างละเอียด พร้อมลงเดิน 


                  กุ้งเครย์ฟิช สามารถกินอาหารได้เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก เศษเนื้อสัตว์ หรือให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปชนิดจมก็ได้ เพื่อความสะดวก แต่ไม่ควรให้อาหารบ่อย 2-3 วัน ให้ครั้งหนึ่งก็พอ และควรให้น้อยๆ แต่พอดี เพื่อป้องกันการตกค้างของอาหาร ซึ่งจะทำให้น้ำเน่าเสีย ส่งผลต่อการเกิดโรคได้ และควรให้อาหารในเวลากลางคืน เพราะตามธรรมชาติ กุ้งเครย์ฟิชเป็นสัตว์ที่หาอาหารกินในเวลากลางคืน

        

Copyright (c) 2014 by  www.thai1ecommerce.com
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ มีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550