ชื่อวิทูลย์
เบอร์โทร093-3361910
line
 21:15   suradej
22:11   สราวุฒิ
14:27   ธเนตร
15:03   orathai
21:06   Thananchai
07:06   นิสิต
21:56   Suratchada
12:59   รัตนชาติ
22:14   ธีรวัจน์
15:44   เฉลิมพล
20:40   เดชณรงค์
09:49   ฤทธิชัย
10:15   อภิเดช
15:28   วีรชัย
 

Username

Password










Flag Counter 
     
สถิติวันนี้ 35 คน
สถิติเมื่อวาน 53 คน
สถิติเดือนนี้ 
สถิติปีนี้ 
สถิติทั้งหมด
1554 คน
34430 คน
3103303 คน
เริ่มเมื่อ 2014-08-21


จำหน่ายต้นพันธ์ุกาแฟโรบัสต้า


ประวัติการพัฒนาพันธุ์กาแฟในประเทศไทย
ตามบันทึกของพระยาศาสตร์พลขันธ์ หรือเดิมชื่อนายเจรินี ชาวอิตาลี ระบุว่าหลักฐานการปลูกกาแฟอราบิก้าในประเทศไทยพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2392 ส่วนกาแฟโรบัสต้านั้นเริ่มปลูกในปี พ.ศ. 2447 ที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา

พ.ศ. 2498 นับเป็นปีที่จุดประกายงานทดลองปลูกกาแฟในประเทศไทยอย่างจริงจังที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยนายเริ่ม บูรณฤกษ์ ซื้อเมล็ดพันธุ์กาแฟที่ชื่อ Pago Oshiro (พาโก้ โอชิโร่) จากเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยนำมาปลูกที่สถานีทดลองที่แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ในปีเดียวกัน มิสเตอร์ คาร์ส ฟลิซเช่ ได้นำกาแฟอราบิก้าในสาย “Catura” จากคอลต้าริก้ามาปลูกที่สถานีทดลองดอยมูเซอร์ จ.ตาก นอกจากนี้ นายกลิ่น สุวัฒนพันธุ์ ก็ซื้อกาแฟโรบัสต้าพันธุ์ BP4 และ SR13 จากอินโดนีเซียมาปลูกที่สถานีทดลองพืชสวนบางกอกน้อย

ปี พ.ศ. 2499 หรือเพียง 1 ปีถัดมา มิสเตอร์ คาร์ส ฟลิซเช่ได้ส่งกาแฟอราบิก้าเบอร์ Pl231124 มาทดลองปลูกที่สถานีทดลองที่ฝาง จ.เชียงใหม่ ในขณะเดียวกันก็มีการนำเข้ากาแฟในสาย “Typica” มาปลูกที่ฝางเช่นเดียวกัน ในปีนี้ยังมีการนำเข้ากาแฟอราบิก้าอีกหลายพันธุ์เข้ามาปลูกที่สถานีทดลองบางกอกน้อยและที่ฝาง ซึ่งแหล่งของพันธุ์เหล่านี้ได้มาจากประเทศยูกันดา เคนย่า คอลตาริก้า บราซิล เอธิโอเปีย อินเดีย กัวเตมาลา และฮาวาย

พ.ศ. 2500 นายเริ่ม บูรณฤกษ์ได้รับพันธุ์กาแฟเพิ่มเติมจากมิสเตอร์สตีฟ โอ รัวเก้ โดยส่งมาให้จากเมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส หลังจากนั้นอีกเพียง 2 ปี มิสเตอร์บาร์บอน กาโต้ก็นำกาแฟจากฮาวายเข้ามาปลูกเพิ่มอีก 5 พันธุ์

พ.ศ. 2517 มีการนำพันธุ์จากโปรตุเกสเข้ามาทดลองปลูกมากมาย โดยนำไปปลูกไว้ที่แม่โจ้ ดอยช้างเคี่ยน บ้านหนองหอย และแม่หลอด จ.เชียงใหม่ ในปีเดียวกันนี้เองกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ได้มอบกาแฟอราบิก้าลูกผสมชั่วรุ่นที่ 2 มาทดลองปลูกในเมืองไทย

ในปี 2532-33 ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรได้ออกสำรวจกาแฟโรบัสต้าที่มีลักษณะดีในเขตจังหวัดทางภาคใต้ของไทย มาปลูกเทียบลักษณะในแปลงทดลองของศูนย์ที่อำเภอสวี

ปี 2537-38 บริษัทเนสท์เล่ มอบกาแฟจากการขยายพันธุ์ด้วยวิธี Micro cutting จำนวนทั้งสิ้น 16 สายต้น (Clone) เพื่อใช้เปรียบเทียบลักษณะ หลังจากนั้นในช่วงปี 2542 ได้นำเข้ากาแฟมาปลูกทดลองเพิ่มอีก 13 สายต้น จากนั้นในปี 2544 ก็นำเข้ามาเพิ่มอีก 12 สายต้นและเนสท์เล่ประเทศไทย ได้มอบกาแฟพันธุ์โรบัสต้าซึ่งได้มาจากการคัดเลือกในฟาร์มทดลองในมาเลเซียเพิ่มอีก 20 สายต้น

การนำเข้าฐานพันธุกรรมกาแฟมาทดลองปลูกเทียบลักษณะเพื่อค้นหาพันธุ์ที่ดีสำหรับดินฟ้าอากาศบ้านเรายังมีความจำเป็นต่อไป เนสท์เล่จะร่วมมืออย่างเต็มความสามารถกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรไทยได้มีกาแฟพันธุ์ดีเพื่อใช้ปลูกในอนาคตต่อไป
ระบบการปลูกกาแฟโรบัสต้า
                    การตัดสินใจวางระบบการปลูกกาแฟโรบัสต้าในสวนนั้นมีปัจจัยหลายประการที่ควรคำนึงถึง เช่นลักษณะทรงต้นและการแตกพุ่มของพันธุ์กาแฟนั้นๆ เทคนิคการตัดแต่งกิ่ง ประวัติการระบาดของโรคและแมลง ความอุดมสมบูรณ์ของดินในแปลงปลูก ความลาดเอียงของพื้นที่ เป็นต้น ในภาพรวมแล้ว การวางแผนการปลูกในระยะประชิดจะทำให้ต้นกาแฟได้รับแสงน้อยลง ซึ่งก็อาจส่งผลให้การให้ผลผลิตกาแฟนั้นลดลงด้วยเช่นกัน จากการสำรวจระบบการปลูกกาแฟโรบัสต้าในภาคใต้ของไทยพบว่า ชาวสวนกาแฟยังวางผังแปลงปลูกได้ห่างเกินไป นั่นคือเพียง 177 ต้นต่อไร่ เพราะหากพิจารณาระบบการปลูกกาแฟโรบัสต้าของประเทศอื่นๆ แล้ว พบว่า จำนวนต้นเฉลี่ยต่อไร่นั้นประมาณ 272 ต้น ประเทศที่ปลูกหนาแน่นที่สุดอยู่ที่ 355 ต้นต่อไร่ ความสำคัญต่อการวางผังปลูกที่ดี จะทำให้เกษตรกรได้รับผลผลิตสูงที่สุดต่อหน่วยพื้นที่ นอกจากนี้ยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย การตัดสินของเกษตรกรควรมองภาพในระยะยาวในการได้รับผลผลิตต่อเนื่องติดต่อกัน ควรมีที่ว่างพอสำหรับการเข้าไปทำงานในสวน เช่นการใส่ปุ๋ย การเก็บเกี่ยว ไม่ใช่ปลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาที่ติดตามมาภายหลัง

                     ต้นกาแฟโรบัสต้าพันธุ์ดีที่มีความแข็งแรงดี ควรปลูก 1 ต้นต่อ 1 หลุมเท่านั้น ระบบการปลูกกลางแจ้ง ในพื้นที่ 1 ไร่ ควรมีต้นกาแฟไม่น้อยกว่า 200 ต้น หากเป็นแปลงปลูกภายใต้พืชร่มเงาควรลดจำนวนต้นให้น้อยกว่านั้น การไว้แขนงหลักก็จะผันแปรตามจำนวนต้นต่อพื้นที่ กล่าวคือจำนวนต้นมากขึ้นก็ควรไว้กิ่งแขนงหลักลดลง ค่าเฉลี่ยของแขนงหลักที่เหมาะสมต่อไร่ควรอยู่ที่ 800-1,200 แขนง ไม่ควรไว้แขนงหลักเกิน 4 กิ่งต่อต้นเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ใบและต้นแย่งอาหารและบังแสงกันเอง ผลผลิตจะลดลง และอาจส่งผลให้ต้นกาแฟสูงชะลูดขึ้นด้านบนมากเกินไป โอกาสที่จะเกิดปัญหาการระบาดของมอดเจาะผลกาแฟจะมากขึ้นตามไปด้วย เทคนิคการเพิ่มจำนวนต้นต่อไร่สามารถทำได้โดยการปลูกแบบสามเหลี่ยมสลับ โดยให้ต้นที่อยู่ในแต่ละแถวเรียงสลับฟันปลา เพื่อให้ทรงพุ่มเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์

                     ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การเพิ่มความหนาแน่นของต้นกาแฟต่อไร่เพิ่มขึ้นแล้ว ความต้องการปัจจัยการผลิตอื่นๆ ก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย ยกตัวอย่างการใช้ปุ๋ยเคมีหนัก 300 กรัมต่อต้น หากมีต้นกาแฟต่อไร่จำนวน 177 ต้น จะใช้ปุ๋ยจำนวน 53.1 กิโลกรัม แต่หากเพิ่มเป็น 256 ต้นต่อไร่ จะต้องใช้ปุ๋ยถึง 76.8 กิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 45% แต่หากมันสามารถทำให้ผลผลิตมากขึ้นมากกว่าเดิมเกินร้อยละ 45 มันก็น่าสนใจไม่ใช่หรือ

1. แหล่งปลูก 
           สภาพพื้นที่  การเลือกพื้นที่ปลูกควรคานึงถึง ไม่ควรปลูกในพื้นที่ลาดชันเกิน 30%
ลักษณะดินเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ระดับชั้นดินลึก มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง-สูง การระบายน้าและถ่ายเทอากาศดีค่าความเป็นกรด – ด่างของดิน (pH) อยู่ระหว่าง 5.5- 6.5
สภาพภูมิอากาศ มีการกระจายของน้าฝนไม่น้อยกว่า 7 เดือน ปริมาณน้าฝนไม่น้อยกว่า 1,500 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 25 – 32 องศาเซลเซียส

2. การปลูก
           วิธีการปลูก
           การปลูกกาแฟ ต้องปลูกในฤดูฝน หลังจากฝนตกลงมาอย่างสม่าเสมอชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้ดินอุ้มน้าเต็มที่ และให้มั่นใจว่าเมื่อปลูกกาแฟแล้วจะไม่กระทบแล้ง ซึ่งอาจทาให้ต้นกาแฟชะงักการเจริญเติบโตได้
           ต้นกล้ากาแฟที่พร้อมจะปลูกควรมีอายุ 6 – 8 เดือน หรือมีใบจริง 5 – 7 คู่ขึ้นไป
           ขุดหลุมให้มีขนาดกว้าง ยาว ลึก 50 x 50 x 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟต (rock phosphate) 200 กรัม ผสมดินปลูกกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ก่อนหย่อนกล้ากาแฟไว้ในหลุมต้องใช้มีดกรีดถุงพลาสติกให้ขาดดึงถุงพลาสติกออก กลบดินรอบๆ หลุมและโคนต้นกาแฟ ปักหลักไม้ให้ทามุมกับพื้นดินประมาณ 45 องศา ให้ชิดต้นกาแฟผูกหลักกับต้นกาแฟเพื่อกันการโยกของต้นกาแฟ
           หลังปลูกกาแฟแล้วควรมีการคลุมโคนด้วยเศษหญ้าแห้งหรือวัสดุอื่น ๆ แต่ให้ห่างจากโคนต้นอย่างน้อย 10 เซนติเมตร
           ควรทาร่มเงาเพื่อบังแสงแดดให้กับต้นกาแฟที่ปลูกใหม่
          
          ระยะปลูก
          ในการตัดสินใจเลือกระยะปลูกขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้าพื้นดินไม่อุดมสมบูรณ์ควรเลือกระยะปลูกให้ถี่ขึ้น
          ระยะปลูก 4 x 4 เมตร จะได้จานวน 100 ต้น/ไร่
          ระยะปลูก 3 x 4 เมตร จะได้จานวน 132 ต้น/ไร่
          ระยะปลูก 3.5 x 3.5 เมตร จะได้จานวน 130 ต้น/ไร่
          ระยะปลูก 3 x 3 เมตร จะได้จานวน 177 ต้น/ไร่ นอกจากปลูกในสภาพกลางแจ้งได้แล้ว เรายังสามารถปลูกโดยใช้พืชร่มเงาได้ด้วย ร่มเงาควรอยู่ระดับปานกลาง ไม่ห่างหรือชิดจนเกินไป และควรปลูกก่อนการปลูกกาแฟอย่างน้อย 1 ปี หรือ พร้อมกับการปลูกกาแฟเป็นต้น พืชร่มเงาที่นิยมปลูกร่วมกับกาแฟ เช่น สะตอ กระถิน แค และกระถินยักษ์

          3. การดูแลรักษา
          การใส่ปุ๋ย
          ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 150 – 200 กรัม/ต้น/ปี และปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 50 – 100 กรัม/ต้น/ปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง ต้นฤดูฝนและกลางหรือปลายฤดูฝน ในปีที่ 1 และ 2
          เมื่อต้นกาแฟให้ผลผลิตแล้วตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป ใส่ปุ๋ยสูตร 15 -15 -15 อัตรา 200 กรัม/ต้น/ปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง ต้นฤดูฝน และ กลางฤดูฝน และใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 (เมื่อผลมีขนาด เท่าเมล็ดพริกไทย) อัตรา 600-800 กรัม/ต้น/ปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง กลางฤดูฝนและปลายฤดูฝน การฟื้นฟูต้นกาแฟใหม่หลังเก็บเกี่ยวกาแฟและตัดแต่ง กิ่งแล้ว ควรใช้ยูเรีย 22 กก./ไร่ ปุ๋ยฟอสเฟต 5 กก./ไร่ ปุ๋ยโพแตส 23 กก./ไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 – 3 ส่วนใหญ่ใส่ในช่วงฤดูฝน อนึ่งควร วิเคราะห์ใบก่อนใส่ปุ๋ย

4. การตัดแต่งกิ่ง
           การตัดแต่งกิ่งกาแฟเป็นงานที่สาคัญมากที่สุดงานหนึ่งในการทาสวน กาแฟ
           การตัดแต่งหรือการเลี้ยงต้นในระยะปีแรก การตัดแต่งที่เหมาะสมกับกาแฟโรบัสต้าต้องตัดแต่งให้มีกิ่ง ตั้ง (vertical) จานวน 3 – 5 กิ่ง คือ หลังจากปลูกกาแฟ ต้นกาแฟจะมีความสูงของลาต้นประมาณ 35 – 45 ซม. ตัดลาต้นส่วนยอดออกไปให้เหลือลาต้นของกาแฟที่สูงจากพื้นดิน 30 ซม. จากนั้นประมาณ2 เดือน ต้นกาแฟจะแตกกิ่งใหม่ออกมาจานวน 5 – 7 กิ่ง ให้เลือกกิ่งที่แข็งแรงซึ่งแตกออกมาใหม่นี้ไว้จานวน 3 – 5 กิ่ง โดยพยายามเลือกกิ่งที่อยู่ตรงข้ามกัน แต่วิธีที่เหมาะสมที่สุดควรเลือกกิ่งไว้ 4 กิ่ง จะดีที่สุด
           การตัดแต่งกิ่งหลังจากกาแฟให้ผลผลิต เมื่อปลูกกาแฟมีอายุครบ 3 ปี กาแฟจะเริ่มให้ผลผลิต ลักษณะของกาแฟจะออกดอกติดผลบนกิ่งนอนบริเวณที่ติดผลแล้วใน ปีต่อไปกาแฟจะไม่ออกดอกอีก กาแฟจะออกดอกในกิ่งที่ยังไม่เคยออกดอกเท่านั้น ดังนั้น ในแต่ละกิ่งของกาแฟเมื่อออกดอกติดผลไปแล้ว 4 – 5 ปี พื้นที่ของแต่ละกิ่งที่ออกดอกในปีต่อไปจะน้อยลง ทาให้ผลผลิตแต่ละปีน้อยลงด้วย จึงจาเป็นต้องตัดแต่งกิ่งใหม่ โดยมีวิธีดาเนินการดังต่อไปนี้
           วิธีการตัดแต่งกิ่งแบบทะยอย คือ ให้ตัดกิ่งตั้งหรือลาต้นที่มีจานวน 3 – 5 กิ่ง ออกปีละ 1 ลาต้นลาต้นที่ถูก ตัดไปนั้นจะแตกกิ่งออกมาใหม่ให้เลือกกิ่งที่แข็งแรงที่แตกออกมาใหม่นั้นไว้ จานวน 1 ลาต้น ปีต่อไปก็จะทะยอยตัดปีละลาต้น จนครบ 4 ปี วิธีนี้เกษตรกรจะมีรายได้จากกาแฟทุกปี 4.2.2 วิธีการตัดแต่งแบบให้เหลือไว้กิ่งเดียว คือ เมื่อกาแฟให้ผลผลิตแล้ว 4 – 5 ปี ก็ให้ตัดลาต้นกาแฟทั้งหมด สูงจากพื้น ดิน 30 – 40 ซม. โดยให้เหลือไว้เพียงกิ่งเดียว เพื่อเป็นกิ่งพี่เลี้ยง ต่อมาอีก 2 เดือนกาแฟจะแตกลาต้นใหม่ออกมา ให้เลือกลาต้นที่แข็งแรงไว้ 3 – 4 กิ่ง ปีต่อไปจึงตัดกิ่งพี่เลี้ยงออกวิธีนี้ต้นกาแฟที่ตัดจะมีอัตราการตายน้อยที่ สุด

5. การกาจัดวัชพืชในสวนกาแฟโรบัสต้า
           วิธีการกาจัดวัชพืชในสวนกาแฟ
           การกาจัดวัชพืช ในสวนกาแฟมีความสาคัญในสวนกาแฟที่ปลูกใหม่มากกว่าสวนกาแฟ ที่มีอายุหลายปี เพราะสวนที่ปลูก ใหม่แสงแดดส่องได้ทั่วถึง วัชพืชจึงเจริญงอกงามได้เต็มที่ การกาจัดวัชพืชสามารถทาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สภาพของ วัชพืช สภาพภูมิประเทศ และเครื่องมือเครื่องใช้ในการกาจัด
           การใช้แรงงาน หรือ การใช้เครื่องจักรตัดวัชพืชเหนือระดับผิวดิน วิธี นี้เหมาะสาหรับสภาพพื้นที่ ๆ ไม่สามารถ ใช้เครื่องจักรได้ สาหรับการใช้จอบถากหรือดายวัชพืชในสวนกาแฟที่ปลูกบนที่ลาดเชิงเขาต้องระวัง เป็นพิเศษ เพราะการดายหญ้าเป็นการถากเอาหน้าดินออกไปด้วย อาจมีส่วนทาให้เกิดการชะล้างหรือพังทะลายของดินเพิ่มขึ้น
           การปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว เพื่อ ลดปัญหาการแข่งขันของวัชพืชและช่วยรักษาความชื้น เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน
           การใช้สารเคมีกาจัดวัชพืช เป็น วิธีที่มีประสิทธิภาพสูงและลงทุนน้อย สามารถใช้ได้ทั้งสวนขนาดเล็กและใหญ่ตามอัตราที่ปรากฎในตารางข้างล่างโดยผสมน้าสะอาด 60 – 80 ลิตร/ไร่ ใช้หัวพ่นรูปพัดพ่นให้ทั่วต้นวัชพืช โดยหลีกเลี่ยงละอองเกสรไม่ให้ไปถูกใบและต้นกาแฟ


6. การป้องกันกาจัดโรคและแมลง
            โรคกาแฟ 
             1. โรคราสนิม
            เชื้อสาเหตุ เชื้อ รา Helmileia vastatrix เชื้อราชนิดนี้สามารถเข้าทาลายทั้งกาแฟอารา บิก้า และ กาแฟโรบัสต้า แต่ ทาความเสียหายรุนแรง กับกาแฟอาราบิก้ามากกว่า โรครา สนิมสามารถเข้าทาลายได้ทั้งใบแก่และใบอ่อน ทั้งใน ระยะต้นกล้าและต้นโต
            ลักษณะอาการ อาการ ครั้งแรกจะเห็นเป็นจุดสีเหลืองเล็กๆ ขนาด 3 – 4 มิลลิเมตร ด้านใต้ของใบ แผลเหล่านี้จะขยายโตขึ้น สีของแผลที่เป็นโรคจะมีสีส้ม ผงสีส้มในแผลคือสปอร์ของเชื้อราด้านบนของใบซึ่งอยู่ตรงข้ามจุดที่เป็นโรค มักจะแห้งมีสีน้าตาล เมื่อโรคเจริญเติบโตเต็มที่ สีของแผลจะเปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีเหลือง ขนาดของแผลจะขยายโตขึ้นไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบ ราสนิมที่เกิดกับกาแฟอาราบิก้าและโรบัสต้า ในขั้นการเป็นโรครุนแรงใบของกาแฟโรบัสต้าที่เป็นโรคจะไม่ร่วง ยังคงติดกับต้น จนถึงปลายฤดูฝนแต่จานวนแผลอาจเพิ่มขึ้น
            แนวทางการป้องกันกาจัด
            มีสารป้องกันกาจัดเชื้อราหลายชนิด ที่สามารถป้องกันและกาจัดได้ เช่น คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ 85%WP อัตรา 50 กรัม/น้า 20 ลิตร 2. ควรหลีกเลี่ยงการปลูกพันธ์กาแฟโรบัสต้าที่มีลักษณะใบเล็ก เรียว ยาว ควรเลือกปลูกเฉพาะ พันธุ์โรบัสต้าที่มีใบใหญ่ ซึ่งมีความต้านทานต่อโรคราสนิม
            2. โรคใบไหม้สีน้าตาล
            เชื้อสาเหตุ เชื้อ รา Colletotrichum c offeanum Noack. and C. gloeosporioides (Penz) and Sacc.
            ลักษณะอาการ อาการ เริ่มแรกเกิดจุดกลมสีน้าตาล แล้วขยายใหญ่ขึ้น กลางแผลจะเห็นอาการเนื้อเยื่อตายมีสีน้าตาลไหม้ เมื่อแผลแต่ละจุดขยายมารวมกัน จะแสดงอาการเหมือนใบไหม้ โรคนี้จะพบเห็นได้ทั่วไปในสภาพอากาศแห้งแล้งติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือเกิดจากพืชได้รับบาดแผลเนื่องจากปัจจัยอื่น ๆ ทาให้เป็นช่องทางของเชื้อในการเข้าทาลายพืช
            แนวทางการป้องกันกาจัด พ่น สารบอร์โดมิกซ์เจอร์ (Bordeaux mixture) 0.5 % หากจาเป็น
            3 โรคแอนแทรคโนสที่ผล
            เชื้อสาเหตุ เชื้อ รา Colletotrichum coffeanum Noack. and C. gloeosporioides (Penz) and Sacc.
            ลักษณะอาการ มัก พบในต้นกาแฟที่ให้ผลผลิตมาก เชื้อสามารถเข้าทาลายทั้งในผลอ่อนและผลแก่ อาการที่ปรากฎครั้งแรกจะเห็นเป็นจุดสีน้าตาลเข้มบนด้านใดด้านหนึ่งของผล จุดแผลเหล่านี้จะขยายออกและรวมกันเป็นแผลรูปร่างไม่แน่นอนและมีอาการเนื้อเยี่อยุบ ต่อมาผลจะหยุดการเจริญและเปลี่ยนเป็นสีดา แต่ยังคงติดอยู่บนกิ่งกาแฟ
           แนวทางการป้องกันกาจัด
          1. เก็บผลและตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคเผาทาลาย 2. หลังเก็บเกี่ยวกาแฟแล้วควรตัดแต่งกิ่งและเพิ่มความแข็งแรงให้กับต้นพืช 3. พ่นด้วยสารเคมีแมนโคเซบ (mancozeb) หรือ คอปเปอร์ (copper) เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค
          4 โรคกิ่งแห้ง
           เชื้อสาเหตุ เชื้อรา Colletotrichum coffeanum Noack. and C. gloeosporioides(Penz) and Sacc.
           ลักษณะอาการ จะปรากฏอาการใบเหลืองและไหม้บนกิ่งสีเขียว เมื่อสังเกตที่กิ่ง จะเห็นแผลเนื่องจากเนื้อเยื่อตาย บริเวณข้อและปล้องขยายไปตาม ปลายกิ่ง ใบที่แสดงอาการเหลืองจะร่วง ในเวลาต่อมา กิ่งจะเหี่ยวและแห้ง ตกดอกเหี่ยว โรคนี้โดยปกติจะพบในสภาพอากศแห้งแล้ง เริ่มต้นแผลอาจเกิดจากใบไหม้เพราะแดด หรือเกิดจากแมลงหรือ เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ทาให้พืชอ่อนแอเหมาะต่อการเข้าทาลายของเชื้อเช่น สภาพอากาศแล้งมาเป็นเวลายาวนาน การขาดร่มเงาเป็นต้น
           แนวทางการป้องกันกาจัด 1. ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคออก และพ่นสารบอร์โดมิกซ์เจอร์ หรือ แมนโคเซบ 5% 2. รักษาระดับร่มเงาให้เหมาะสมและคลุมโคนรอบ ๆ ต้นพืชเพื่อรักษาระดับความชื้นในดิน 3. บารุงต้นพืชให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเข้าทาลายของเชื้อ
6.2 แมลงศัตรูกาแฟ
6.2.1 หนอนกาแฟสีแดง (Red Coffee Borer) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zeazera coffee Nieth
 หนอนเจาะลาต้น เป็นปัญหาที่ทาให้เกิดความเสียหายแก่ต้น และกิ่งของกาแฟอยู่ทั่วไป ต้นหรือกิ่งกาแฟที่ถูกหนอนเจาะจะหักโค่น เมื่อโดนลมแรง ความเสียหายเกิดขึ้นจากตัวหนอนกัดเจาะเข้าไปในกิ่งและลาต้น เป็นเหตุให้ยอดแห้ง กิ่งโค่นหักตรงบริเวณที่หนอนกัดเจาะ ตัวเต็มวัยมีสีขาวนวล มีจุดประสีดาอยู่เต็มบริเวณปีกคู่หน้า ตัวหนอนมีสีแดง หรือน้าตาลแดง มีลายวงแหวนสีเหลืองและมีขนสีขาวบนส่วนท้อง หลังจากที่ผีเสื้อตัวเมีย ไดรับการผสมพันธุ์จะวางไข่ติดไว้กับกิ่งและลาต้น ใช้เวลาประมาณ 10 วัน ไข่จะฟักออกเป็นตัวหนอน เมื่อหนอนมีอายุ 2 – 3 เดือน ก็จะโตเต็มที่ ในช่วงนี้หนอนจะกัดเจาะเปลือกจนเป็นรูกลม มองเห็นได้จากภายนอก แล้วตัวหนอนก็จะเจริญเป็นดักแด้ และตัวเต็มวัยต่อไป ศัตรูธรรมชาติ ของหนอนชนิดนี้คือ Isosturmia chatterjeeana Bar. และ Carcelia kockiana Towns.
 แนวทางการป้องกันกาจัด 1. ทาลายพืชอาศัยอื่น ๆ ในบริเวณรอบๆ สานกาแฟ เพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัยและขยายพันธุ์ 2. รักษาบริเวณสวนให้สะอาดและหมั่นตรวจดูตามต้นและกิ่งกาแฟอยู่เสมอ 3. หากพบรอยที่หนอนเจาะเข้าทาลาย ให้ตัดกิ่งนาไปเผาไฟ เพื่อลดการขยายพันธุ์ต่อไป6.2.2 มอดเจาะกิ่งกาแฟ (Twig Borer) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Xyleborus morstatti Hag.
 ตัวเต็ววัย เป็นด้วงปีกแข็งขนาดเล็กกว่าหัวเข็มหมุด เจาะเข้าไปในกิ่ง ทาลายจนเกิดเป็นโพรง เจริญเติบโตและขยายพันธุ์อยู่ภายใน ทาให้ต้นกาแฟ แสดงอาการอ่อนแอ กิ่งจะเริ่มแห้งตาย เป็นสาเหตุให้เชื้อโรคเข้าทาลายในระยะต่อมา ศัตรูธรรมชาติที่พบคือ Tetrastichus xylebororum dom.
 แนวทางการป้องกันกาจัด 1. ตัดแต่งกิ่งที่ถูกทาลายและกิ่งที่แสดงอาการกิ่งแห้งเผาทิ้งพื่อไม่ให้เป็น แหล่งสะสมของมอด 2. บารุงรักษาต้นพืชให้แข็งแรงเพื่อลดการเข้าทาลายของแมลง
6.2.3 มอดเจาะผลกาแฟ (Coffee Berry Borer) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hypothenemus hampei (Ferris)
 มอดกาแฟเป็นแมลงปีกแข็ง สีดา ขนาด 1 มม. เข้าไปทาลาย วางไข่และขยายพันธุ์อยู่ภายในผลกาแฟที่มีขนาด ตั้งแต่ 0.5 ซม. ขึนไปอาศัยกัดกิน อยู่ภายในจนกระทั่งผลกาแฟเริ่มสุกและสุกเป็นสีแดงประมาณเดือนธันวาคม ถึง มกราคม ระยะนี้จะมีปริมาณของมอดเพิ่มสูงขึ้นมาก ทาให้กาแฟ ถูกทาลายเสียหายมากขึ้น และจะทาลายต่อเนื่องไปจนถึงเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยว มอดจะติดผลกาแฟไปถึงลานตากของเกษตรกรต่อไป และจะมีมอด อาศัยอยู่ต่อไปอีกในผลกาแฟสุกจนแห้งดาที่ติดค้างอยู่บนกิ่ง และที่หล่นอยู่ใต้ต้นด้วยแนวทางการป้องกันกาจัด 1. โดยวิธีทางเขตกรรม 1.1 ควรเก็บผลผลิตกาแฟในระยะเวลาและฤดูกาลที่ถูกต้อง 1.2 อย่าปล่อยทิ้งผลกาแฟที่สุกแล้วหรือผลกาแฟแห้งให้ติดค้างอยู่บนต้า หรือร่วงหล่นลงสู่พื้นใต้ทรงพุ่ม ควรกาจัดออกไปจากสวนให้หมด 1.3 ตัดแต่งกิ่งที่ให้ผลแล้ว หรือกิ่งที่มีผลแห้งดาติดอยู่เป็นการกาจัดมอดที่หลบซ่อนอยู่ และทาให้ทรงพุ่มกาแฟโปร่ง ไม่เกิดร่มเงามาก 1.4 หลีกเลี่ยงการตากผลกาแฟสุกบนพื้นดิน หรือตากอยู่ในบริเวณสวนกาแฟ หรือบริเวณใกล้เคียง2. โดยชีววิธี 2.1 แมลงศัตรูธรรมชาติที่สาคัญเป็นพวกแตนเบียน ได้แก่ Prorops nasuta, Cephalonomia stephanoderis และ Phymastichus coffee แตนเบียนเหล่านี้มีอยู่ในอาฟริกาตอนกลาง และมีการนาเข้ามาใช้ในหลายประเทศในลาตินอเมริกา แตนเบียนที่กล่าวมายังไม่พบในประเทศไทย 2.2 เชื้อรา Beauveria bassiana ทาให้เกิดโรคกับมอดกาแฟ ภายใต้สภาพ อากาศที่ร้อนและชื้น สาหรับในประเทศไทยก็มีการพบเชื้อนี้ในธรรมชาติ
3. โดยการใช้สารเคมี แนะนาให้ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมด้วยวิธีที่กล่าวมาแล้ว ควรใช้สารฆ่าแมลง เช่น พิริมิฟอส เมทธิล (pirimiphos methyl) 50% EC อัตรา 15 – 20 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน (carbosulfan) 20% EC อัตรา 80 – 95 ซีซี ต่อ น้า 20 ลิตร
7. วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
การผลิตเมล็ดกาแฟให้มีคุณภาพดี นอกจากจะเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและการพัฒนาของผลกาแฟอย่างต่อเนื่องใน ระยะก่อนเก็บเกี่ยวแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนต่างๆ หลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งแบ่งออกเป็นขั้นต่อนต่างๆ ดังนี้
7.1 การเก็บเกี่ยว
การเก็บเกี่ยวมีความสาคัญมากต่อคุณภาพของสารกาแฟและผลิตภัณฑ์
 คุณภาพของกาแฟที่ดี ได้จากการเก็บกาแฟที่สุกพอดี ไม่สุกมาก หรือเขียวเกินไป คือ เก็บผลสุกที่มีสีส้ม หรือส้ม – แดง
 การสุกของเมล็ดกาแฟจะสุกไม่พร้อมกันทั้งต้น ดังนั้นจึงต้องทะยอยเก็บเรื่อย ๆ ประมาณ 3 – 4 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกันประมาณ 20 วัน ต่อครั้ง
7.2 การตากแห้ง
 เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ควรมีการคัดเลือกผลกาแฟในเบื้องต้นโดยนาผลไปเทลงในภาชนะบรรจุน้า คัดผลกาแฟลอยน้าทิ้งเพราะเป็น ผลที่สุกเกินไป ผลแห้ง และผลที่ถูกแมลงทาลาย
 จากนั้นนาผลกาแฟที่จมน้าไปตากบนลานซีเมนต์ที่สะอาด อากาศถ่ายเทดี แสงแดดตลอดทั้งวัน ก่อนตากอาจรองด้วยตาข่ายสีฟ้า เพื่อสะดวก ในการเก็บผลการแฟในช่วงฝนตก
 ในช่วง 10 วัน แรกของการตาก ควรเกลี่ยผลกาแฟให้มีความหนาประมาณ 4 – 5 ซม. และควรพลิกกลับผลกาแฟ วันละ 2 – 3 ครั้ง เพื่อไม่ให้เกิด กลิ่นหมักของกาแฟสารที่ได้ หลังจากสีเปลือกออก
 เมื่อผลเริ่มแห้ง อาจจะกอบหนาขึ้นเพื่อประหยัดพื้นที่ตาก ในตอนเย็นควรเก็บผลมากองรวมกัน คลุมด้วยผ้าพลาสติกเพื่อกันน้าค้าง
 ระยะเวลาในการตากจนผลแห้ง ประมาณ 15 – 20 วัน ขึ้นกับสภาพแวดล้อม
 ผลแห้งที่เก็บควรมีความชื้นไม่เกิน 13% โดยน้าหนัก อาจตรวจสอบโดยการกาผลที่แห้ง แล้วเขย่าจะเกิดเสียงดัง หรือ ใช้ฆ้อนทุบเมล็ดกาแฟดูว่าแตกหรือบี้ ถ้าเมล็ดแตกถือว่าแห้งใช้ได้
 ผลที่แห้งแล้วมีความไวต่อการดูดกลิ่นได้ดีและเก็บได้ไม่นาน จึงควรกระเทาะเปลือก ออกทันทีหลังตากแห้ง ด้วยเครื่องสีเปลือกกาแฟ จะได้ส่วนของเมล็ดกาแฟ
7.3 การเก็บรักษาเมล็ดกาแฟ
 ภาชนะบรรจุ ควรเก็บในกระสอบป่าน ที่สะอาด ใหม่ ปราศจากกลิ่นบรรจุให้เหลือพื้นที่ปากกระสอบบ้างอย่าใส่จนเต็ม
 โรงเก็บ ควรตั้งอยู่ในที่มีอากศถ่ายเทได้ดี อากาศไม่ร้อน ความชื้นสัมพัทธ์ในโรงเก็บไม่ควรเกิน 60 % ตั้งกระสอบที่บรรจุกาแฟบนพื้นที่ ยกสูง 15 ซม. ห่างจากฝาผนัง และหลังคาประมาณ 50 และ 100 ซม.
 ระยะเวลาในการเก็บรักษา คุณภาพเมล็ดกาแฟเปลี่ยนแปลงได้เร็วหรือช้าขึ้นกับ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และระยะเวลาในการเก็บรักษาเป็นระยะ เวลานาน ควมชื้นในเมล็ดกาแฟไม่ควรเกิน 13%
8. สุขลักษณะและความสะอาด
 กาจัดพืชเพื่อไม่ให้แข่งขันกับกาแฟ หรือเป็นที่อยู่อาศัยและแพร่พันธุ์ของศัตรูกาแฟ
 ควรเก็บเศษกิ่งแห้ง ที่ติดค้างอยู่บนต้นและหล่นอยู่บริเวณใต้ต้นพืชออกเผาทาลาย
 ควรเก็บผลกาแฟให้หมด ไม่ให้ตกค้างอยู่บนต้นและพื้นดิน เพื่อขจัดแหล่งอาศัยของมอดกาแฟ
9. มาตรฐานของเมล็ดกาแฟ
ในการรับซื้อเมล็ดกาแฟของบางบริษัทต้องการเมล็ด กาแฟที่มีคุณภาพดีเท่านั้น ข้อบกพร่องที่พบในเมล็ดกาแฟเป็นสาเหตุให้รสชาติของกาแฟเสียไป จึงทาให้ขายผลผลิตได้ราคาต่า ข้อบกพร่องนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
ชนิดที่ 1 ข้อบกพร่องชนิดร้ายแรง เพราะทาให้ขายได้ในราคาต่า ไดเแก่
 สิ่งแปลกปลอม หมายถึง กรวด หิน โลหะต่าง ๆ ที่ปนมากับเมล็ดกาแฟ
 เมล็ดดา หมายถึง เมล็ดกาแฟที่ดากว่าครึ่งหนึ่งของเมล็ด ซึ่งเกิดจากการเก็บผลกาแฟที่สุกไม่เต็มที่ หรือในช่วงการตากผลกาแฟ มีฝนตกกาแฟเปียกจึงเกิดการหมัก
 ผลกาแฟแห้ง หมายถึง ผลกาแฟที่สีเปลือกออกไม่ได้
ชนิดที่ 2 ข้อบกพร่องชนิดที่ยอมรับได้บ้าง ได้แก่
 เมล็ดดาบางส่วน หมายถึง เมล็ดกาแฟที่มีเมล็ดดาน้อยกว่าครึ่งเมล็ด
 เปลือกส่วนต่าง ๆ หมายถึง ชิ้นส่วนของเปลือกนอกและเปลือกในที่ติดมา
 เมล็ดแตก หมายถึง ชิ้นส่วนของเมล็ดกาแฟที่แตกออกมีขนาดน้อยกว่า 3 ใน 4 ส่วนของเมล็ด
 เมล็ดที่ถูกแมลงทาลาย หมายถึง เมล็ดกาแฟที่มีรอยเจาะตั้งแต่ 1 รอยขึ้นไป
นอก จากข้อบกพร่องที่กล่าวมานี้ การรับซื้ออาจคานึงถึง ความชื้นในเมล็ด ถ้าเกิน 13% ราคาจะต่าลง และถ้าพบว่ารสชาติในการชิม มีกลิ่นและรสชาติไม่ได้มาตรฐาน ก็จะไม่รับซื้อ
10. การบันทึกข้อมูล
 บันทึกข้อมูล วัน เดือน ปี การปฎิบัติของขั้นตอนการผผลิตทุกขั้นตอน เช่น การใส่ปุ๋ย การใช้สารเคมี การให้น้า ชนิดและอัตราการใช้
 บันทึกข้อมูล การเก็บเกี่ยว อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้าฝน
 ราคาผลผลิต
ที่มา : กรมวิชาการเกษตร

        

Copyright (c) 2014 by  www.thai1ecommerce.com
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ มีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550